RECAP: สิทธิสตรี ในบริบทของการเป็นอิสลามหลังการกลับมาของตาลีบัน

by | Sep 28, 2021 | News

“ห้ามเรียนหนังสือ ห้ามทำงาน ให้อยู่แต่เคหสถานของตนเท่านั้น” นี่คือสิ่งที่ผู้หญิงชาวอัฟกันต้องพบเจอจากการเข้ายึดกรุงคาบูล เมืองหลวงของอัฟกานิสถานโดยกลุ่มตาลีบันอีกครั้งหลังจากผ่านไปเกือบสองทศวรรษ การเข้ายึดครองครั้งนี้มีนัยยะสำคัญที่น่าจับตามองอย่างมากถึงสิทธิของผู้คนชาวอัฟกันมากมายที่ต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองโดยกลุ่มติดอาวุธดังกล่าว และที่น่าห่วงคือเหล่าสตรีที่อาจถูกกดขี่จากการเข้ายึดครองครั้งนี้ด้วย
.
บทบาทสตรีที่มืดมิดในอัฟกัน หลักๆ มาจากการตีความข้อบังคับทางศาสนาที่ได้บัญัติบทบาทของสตรีไว้อย่างน้อยนิด ส่วนใหญ่จะเอนเอียงไปทางเพศชาย นั่นจึงทำให้เพศชายมีอำนาจสูงลิบลิ่วในบางประเทศที่นับถือศาสนาอิสลาม ทำให้ผู้หญิงต้องอยู่ในอาณัติของผู้ชายและบางครั้งมันไม่ได้ทำให้ผู้หญิงปลอดภัย แต่กลับเสี่ยงเกิดอันตรายจากการทำร้ายแทน ซึ่งจากการรายงานของสำนักข่าวบีบีซีพบว่าผู้หญิงชาวอัฟกันถูกทุบตีโดยสามีของเธอ เพียงเพราะเธอเปิดเผยชื่อของตนกับ “ผู้ชายแปลกหน้า” อีกทั้งยังห้ามผู้หญิงทำงาน ไปโรงเรียน แม้แต่ออกจากบ้านก็ต้องมีผู้ชายควบคุมตามไปด้วย
.
“ในคัมภีร์อัลกุรอานมีพูดไว้อย่างชัดเจนถึงความเสมอภาค ความเท่าเทียม ความเป็นหญิงความเป็นชาย แม้แต่บทในพระคัมภีร์ ก็ยังมีชื่อของผู้หญิง”นี่เป็นส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ของอาจารย์สำนักพหุภาษาและการศึกษาทั่วไป ผศ.ดร.อัมพร หมาดเด็น ในรายการเถื่อน Channel ที่ชี้ให้เห็นถึงความใกล้ชิดระหว่างศาสนากับเพศที่ตามหลักของศาสนาแต่ละเพศย่อมเสริมซึ่งกันและกัน และมีความเสมอภาค แต่ภาพการกดขี่สตรีถูกกระทำโดยผู้ตีความบทศาสนาที่ไม่ได้กำหนดผู้ตีความ จึงเกิดการนิยามตัวบทไปในแต่ละปัจเจกบุคคลรวมถึงผู้นำที่มีอานาจมากก็จะตีความตามมุมมองของตน ส่งผลให้เกิดความคลาดเคลื่อนในตัวบทศาสนาที่ถูกตีความออกมาแล้ว
.
สำหรับการเดินทางนอกเคหสถานของสตรีที่ต้องมีผู้ชายคอยคุมอยู่ตลอด ผศ.ดร.อัมพร ได้กล่าวว่านี่เป็นทฤษฎีการ์เดียนชิป หรือการมีผู้ปกครอง อันมาจากการตีความทางศาสนาในบริบทของยุคนั้น ซึ่งผู้หญิงอาจมีความไม่ปลอดภัยในการเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียว
.
ในขณะเดียวกันเมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงเรื่องของการห้ามสตรีเข้าสู่ระบบการศึกษาในอัฟกานิสถาน ผศ.ดร. ก็กล่าวทันทีว่า “อิสลามส่งเสริมให้เรียนหนังสือด้วยซ้ำ!” พร้อมยังกล่าวต่อว่า “นี่เป็นลักษณะปลีกย่อย ของคอนเซ็ปที่ว่าอิสลามจะไม่เข้าไปใกล้สิ่งที่เป็นอันตราย” เพราะกลุ่มตาลีบันอาจมองว่าการศึกษาเป็นอันตรายต่อความมั่นคง อีกทั้งการที่ไม่มีชุดประสบการณ์ของผู้หญิงเข้าไปให้ข้อคิดเห็น จึงเป็นสาเหตุของการตีความการปฏิบัติศาสนกิจที่เกินความจำเป็น ดังจะเห็นจากการคลุมฮิญาบบดบังใบหน้ามิดชิดของผู้หญิงทั่วไป
.
เช่นเดียวกับการเป็น LGBT ในสังคมมุสลิมผศ.ดร. เผยว่า ในสังคมของอิสลามมีผู้มีความหลากหลายทางเพศอยู่จริง แต่มักถูกพูดถึงในศาสนาในแง่ลบ สำหรับสังคมมุสลิมแล้วการเป็น LGBT มักถูกมองว่า “ป่วย” และต้องได้รับการรักษาให้กลับมาเป็นชาย เป็นหญิงดังเดิม ในการตีความกระแสหลักในสังคมอิสลามย่อมไม่ยอมรับการเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ และมีบทลงโทษไว้ชัดเจนหากพบว่าเป็น LGBT ตั้งแต่ทำให้อับอาย หรือถึงขั้นเสียชีวิต ขณะที่ผู้เป็นมุสลืมกระแสหลักเชื่อแบบนั้น กลับกันผศ.ดรแย้งว่า “การตัดสินคนเหล่านั้น เป็นหน้าที่ของพระเจ้า” อีกทั้งยังมองว่าไม่ว่าจะเป็นเพศใดก็คือสิ่งทรงสร้างของพระเจ้าเหมือนกันทั้งสิ้น
.
ทั้งนี้ทั้งนั้นผศ.ดร.อัมพร กล่าวว่า “ศาสนาไม่ได้กำกับให้คนอยู่ภายใต้กรอบหรือเข้มงวดขนาดนั้น” ถ้าหากมากไปก็อาจเกินเลยตัวบทของความเป็นอิสลาม และศาสนาควรเป็นสิ่งที่นำมาถกเถียงพูดคุยกันได้ อันไหนที่ล่าสมัยก็ควรค่อยปรับแก้กันไป เนื่องจากศาสนาได้เปิดพื้นที่ให้เกิดการตีความ อย่างไรก็ตามในเรื่องของความชอบธรรมของหลักทางศาสนา ผศ.ดร.อัมพรมองว่า หากมีสิ่งไหนที่ไม่ชอบธรรม ตามหลักศาสนาก็ต้องทำให้ความไม่ชอบธรรมนั้นหายไปหรือสร้างความยุติธรรมเข้ามาแทนที่ ซึ่งหากศาสนายอมปรับตัวให้ใกล้ชิดกับความเป็นมนุษยชนมากยิ่งขึ้น ความเท่าเทียมทางเพศก็ไม่ไกลเกินฝันในการเป็นอิสลาม

อ้างอิง : https://www.youtube.com/watch?v=IWrZdt5LXEM
: https://www.bbc.com/thai/international-53444585
ภาพจาก : https://edition.cnn.com/2021/08/16/middleeast/gallery/taliban-afghanistan/index.html