NEWS: สุดเศร้า เผยผลสำรวจปีที่ผ่านมา LGBTQ+ อเมริกันเกือบครึ่ง ถูกเลือกปฏิบัติและคุกคามทางเพศในที่ทำงาน

by | Sep 25, 2021 | News

เราอาจจะเคยได้รับรู้เกี่ยวกับการเลือกปฏิบัติหรือการล่วงละเมิดกลุ่มความหลากหลายทางเพศมาบ้างแล้ว แต่ผลสำรวจจาก สถาบันวิลเลียมส์เกี่ยวกับรสนิยมทางเพศและกฎหมายอัตลักษณ์ทางเพศและนโยบายสาธารณะ (Williams Institute) ได้เผยผลวิจัยจากประสบการณ์ในที่ทำงานของ LGBTQ+ ในอเมริกา โดยระบุว่า 9% ของผู้ตอบแบบสอบถาม เคยถูกเลิกจ้างหรือปฏิเสธการรับเข้าทำงานในปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลจากอัตลักษณ์ทางเพศของพวกเขา
.
นอกจากนี้ยังมีอัตราที่เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่ม LGBTQ+ ที่เป็นคนผิวสีถึง 11% ซึ่งต้องเผชิญกับสภาวะในการทำงานที่ไม่เป็นธรรม ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ มีจำนวนคนข้ามเพศถึง 48.8% ที่ถูกตั้งแง่หรือมีอคติในที่ทำงาน อ้างอิงข้อมูลจากกลุ่มนักวิจัย มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส รวมถึงคนข้ามเพศที่ตอบแบบสอบถามมากกว่า 22% ได้กล่าวว่าพวกเขาหรือเธอเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศภายในระยะเวลา 5 ปี เมื่อเปรียบเทียบกับเควียร์ หรือคนรักต่างเพศประมาณ 12% ที่เคยเจอประสบการณ์ในแบบเดียวกัน
.
คนข้ามเพศจำนวนมากต้องแต่งกายมิดชิดเพื่อป้องกันตัวเองจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ โดยครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าพวกเขาจะไม่ออกไปไหนมาไหนกับหัวหน้างานเป็นการส่วนตัว และอีก 25.8% กล่าวว่าพวกเขาจะไม่เสี่ยงออกไปข้างนอกกับเพื่อนร่วมงาน ยิ่งไปกว่านั้นรายงานยังระบุว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมากกว่า 40% ต้องเจอกับประสบการณ์เลวร้ายจากพฤติกรรมของคนรอบข้างทั้ง การดัดเสียง การแต่งกาย หรือการใช้ห้องน้ำที่พวกเขาจำเป็นต้องปิดบังอัตลักษณ์ทางเพศของตัวเองเอาไว้
.
ในรายงานฉบับดังกล่าวได้มีการสำรวจ LGBTQ+ วัยผู้ใหญ่จำนวน 935 คน ซึ่งสะท้อนให้เห็นอัตราการเพิ่มขึ้นของการเลือกปฏิบัติกับกลุ่มความหลากหลายทางเพศในที่ทำงานในช่วงการระบาดของโควิด 19 และตั้งแต่ที่ศาลสูงของสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจใช้คดีระหว่างบอสต็อกกับเทศมณฑลเคลย์ตัน (Bostock v. Clayton County) ในเดือนมิถุนายน ปี 2020 ซึ่งเป็นคดีหมุดหมายที่คุ้มครองลูกจ้างจากการเลือกปฏิบัติเพราะรสนิยมทางเพศและอัตลักษณ์ทางเพศ ภายใต้การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนพลเมืองจากรัฐบาล
.
Brad Sears กรรมาธิการบริหาร สถาบันวิลเลียมส์ฯ ได้กล่าวว่า การที่ทีมวิจัยพบอัตราการเลือกปฏิบัติในที่ทำงานเพิ่มสูงในปีที่ผ่านมาเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมาก ซึ่งนักวิจัยคิดว่าการผสมผสานของคดีบอสต็อก ที่ให้มีความผิดต่อการเลือกปฏิบัติ และแรงกดดันจากวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโควิด 19 น่าจะช่วยเพิ่มความสนิทสนมระหว่างผู้คนในที่ทำงานได้มากกว่านี้
.
โดย Sears ได้กล่าวกับสำนักข่าว NBC ว่า “เราคิดว่าหลาย ๆ บริษัทและคนทำงานควรมีการอยู่ร่วมกันในวิถีทางแบบใหม่” นอกจากนี้ผู้ตอบแบบสอบถามยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการเลือกปฏิบัติกับ LGBTQ+ ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การลดชั่วโมงการทำงานให้น้อยลง การไม่ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือน การไม่ยอมรับอัตลักษณ์ทางเพศของคนข้ามเพศ รวมถึงไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามเลสเบี้ยนรายหนึ่งกล่าวว่า หัวหน้างานของเธอได้ไล่เธอออก เพราะว่าเธอไม่ยอมคบหากับเขา
.
ยิ่งไปกว่านั้น การเลือกปฏิบัติไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตลักษณ์ทางเพศเพียงอย่างเดียว แต่ประเด็นเรื่องเชื้อชาติก็เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมให้มีการเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน โดย 57% ของ LGBTQ+ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งผู้ลงมือได้อ้างเหตุผลด้านเชื้อชาติ ในการคุกคามทางเพศ โดยผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นคนข้ามเพศ กล่าวว่า เธอถูกเพื่อนร่วมงานลวนลาม ซึ่งเขาบอกเธอว่ามันเป็น ‘ความประสงค์ของพระเจ้า’ ขณะเดียวกันผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นไบเซ็กชวล บอกว่า มันเหมือนตกนรกเลย เวลาที่ถูกถามถึงเรื่องที่เธอชอบเพศเดียวกัน ในระหว่างการสัมภาษณ์งาน
.
ผลวิจัยนี้ยังได้เน้นย้ำการเรียกร้องให้ผ่านร่างพระราชบัญญัติความเท่าเทียม (Equality Act) ในการคุ้มครองชุมชน LGBTQ+ ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั้ง ที่บ้าน สถานศึกษา และสถานพยาบาล นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมการจ้างงานให้ได้รับการป้องกันจากคดีบอสต็อก ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ กฎหมายความเท่าเทียมที่รอคอยมานานนี้ได้ผ่านมติจากรัฐสภาและผ่านการพิจารณาจากวุฒิสภา ถึงอย่างไรก็ยังขาดเสียงสนับสนุนจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งยังต้องการเสียงโหวตอีก 60 เสียง ในความหมายนี้ก็คือต้องการเสียงโหวตจากรีพับลิกันรวมกันอย่างน้อย 10 เสียง ถึงจะทำให้กฎหมายความเท่าเทียมนำมาใช้ได้ในที่สุด
.
อีกทั้ง Sears ยังมีความเห็นว่า “คดีบอสต็อกเป็นการประกาศการต่อต้านการเลือกปฏิบัติแบบย่อม ๆ ส่วนกฎหมายความเท่าเทียมจะเป็นการลงลึกถึงรายละเอียดของข้อกฎหมายที่จะเป็นการชี้แนะพฤติกรรมที่ขัดต่อกฎหมาย” ด้าน The Human Rights Campaign (HRC) ก็ได้นำเสนอรายงานเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับ LGBTQ+ โดยพบว่า 30% ของลูกจ้างกลุ่มความหลากหลายทางเพศถูกลดชั่วโมงการทำงานในช่วงเริ่มต้นที่มีการระบาดของโควิด 19 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้มีเพียง 22% เท่านั้น
.
นี่จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ชัดเจนถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเควียร์และคนข้ามเพศอย่างไม่สมส่วนจากวิกฤตโควิด 19 ซึ่งมีผลต่ออาชีพการงานทั้งในอุตสาหกรรมค้าปลีกและการให้บริการ ที่มีความเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ทางเพศอย่างมีนัยสำคัญ หรือหากไม่เป็นเช่นนั้น ก็เป็นเรื่องน่าผิดหวังที่เราจะมีเพียงคดีบอสต็อกเท่านั้น ที่เป็นหลักประกันได้ว่า LGBTQ+ จะมีความปลอดภัยในที่ทำงาน และได้รับความเท่าเทียมเฉกเช่นมนุษย์คนหนึ่ง

อ้างอิง: https://www.them.us/story/half-of-lgbtq-people-face-workplace-discrimination-study
ภาพจาก: Karolina Grabowska จาก Pexels

Follow ข่าวอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่: https://youngprideclub.com/

YoungPrideClub #Discrimination #SexualHarassment #EqualityAct