แม้ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์ก็ยังต้องระวังภัย อัตราการโดนขโมยเงินผ่านธุรกรรมออนไลน์พุ่งขึ้นสูงในญี่ปุ่น

308 อ่านแล้ว

แม้ประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องความซื่อสัตย์ก็ยังต้องระวังภัย อัตราการโดนขโมยเงินผ่านธุรกรรมออนไลน์พุ่งขึ้นสูงในญี่ปุ่น

.

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา ทางสำนักข่าว NHK เปิดเผยว่า หน่วยงานกำกับการให้บริการทางการเงินของประเทศญี่ปุ่น (Japan’s Financial Service Agency) ได้รณรงค์ให้ประชาชนไม่เปิดอีเมล์ที่มีข้อความน่าสงสัย รวมถึงข้อความที่ได้รับผ่านโทรศัพท์มือถือ เนื่องจากผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีเคสที่มีประชาชนถูกขโมยถอนเงินฝากและสินทรัพย์ชนิดอื่นๆผ่านธุรกรรมออนไลน์จำนวน 1,863 เคส ซึ่งถือว่ามากเป็น 4.7 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ในปี 2562 ทางหน่วยงานเปิดเผยว่ามีเคสที่ประชาชนถูกโจรขโมยบัตรกดเงินสดไปกดเงินทั้งหมด 14,678 เคส โดยผู้ก่อเหตุปลอมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วหลอกล่อผู้สูงอายุให้ยื่นบัตรกดเงินสดให้ ทั้งที่โดยปกติแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่นจะไม่ขอดูข้อมูลส่วนตัวของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเลขบัตรประชาชนหรือบัตรกดเงินสด

.

ในอีกด้านหนึ่ง ทาง http://www.BBC.com ได้เขียนบทความเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ในสังคมญี่ปุ่นลงในเว็บไซต์เมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา โดยในบทความมีสาระสำคัญว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีประวัติเรื่องราวซับซ้อนเกี่ยวกับค่านิยมเรื่องความซื่อสัตย์ โดยทางเว็บไซต์เปิดเผยข้อมูลว่า ในปี 2018 บัตรประชาชนของคนญี่ปุ่นจำนวน 545,000 ใบได้ถูกนำส่งสถานีตำรวจเพื่อส่งคืนเจ้าของ โดยคิดเป็นอัตราส่วน 75% ของจำนวนบัตรประชาชนที่หายทั้งหมด รวมถึงโทรศัพท์มือถือ 130,000 เครื่อง (83%) และกระเป๋าสตางค์ 240,000 ใบ (65 %) โดยทาง BBC ได้ให้ข้อคิดเห็นว่า คนญี่ปุ่นได้รับอบรมการสั่งสอนตั้งแต่ยังเด็กว่าให้นำสิ่งของที่เก็บได้ไปคืนที่สถานีตำรวจ ทั้งนี้จำนวนของสถานีตำรวจในกรุงโตเกียวนั้นหนาแน่นมาก โดยมีมากถึง 97 สถานีต่อพื้นที่ 100 ตารางกิโลเมตร เทียบกับกรุงลอนดอนที่มีเพียง 11 สถานีต่อพื้นที่ 100 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น และยังเป็นไปได้ว่า คติค่านิยมของญี่ปุ่นที่ให้ความเคารพกับการอยู่รวมกลุ่ม (Collectivism) มีส่วนทำให้คนญี่ปุ่นมีพฤติกรรมด้านบวกดังกล่าว

.

ถ้าสังเกตข่าวจับโจรคดีทุจริตในการทำธุรกรรมออนไลน์ของญี่ปุ่นจะพบว่า มีจำนวนไม่น้อยเลยที่ผู้กระทำมีอายุอยู่ในช่วงวัยทำงาน คือตั้งแต่ยี่สิบต้นๆไปจนถึงสามสิบตอนปลาย ซึ่งน่าจะเป็นช่วงวัยที่มีความรู้ครบถ้วนในเรื่องของเทคโนโลยีมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังไม่มีข้อมูลสถิติว่าคนที่นำสิ่งของมาคืนที่สถานีตำรวจส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ในช่วงวัยใด จึงน่าคิดต่อไปอีกว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่ส่วนใหญ่คนที่เก็บสิ่งของที่มีคนทำตกไว้จะเป็นคนญี่ปุ่นที่ค่อนข้างอายุมากแล้วซึ่งได้รับการอบรมสั่งสอนมาให้มีจิตสำนึก หรืออาจเป็นไปได้ว่า ผู้สูงอายุส่วนหนึ่งไม่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่มากพอที่จะเข้าไปแฮ็กระบบเพื่อสวมบทบาทอาชญากรออนไลน์ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทำหากมีโอกาสและความสามารถด้านนี้?

.

จริงอยู่ที่ว่าในสังคมทุกสังคมย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกัน เป็นไปไม่ได้ที่คนทั้งประเทศจะเป็นคนดี แต่ถ้าตราบใดที่คน “ส่วนใหญ่” ของสังคมนั้นๆยังโน้มเอียงไปในทางที่มีศีลธรรม ก็นับว่ายังพอเห็นอนาคต

.

ถ้าเยาวชนญี่ปุ่นในยุคต่อไปเป็นสุดยอดมนุษย์เทคโนโลยีที่มีความรู้ถึงพร้อม

เขาจะเลือกนำความสามารถไปใช้ในด้านมืด หรือ ด้านสว่าง?

ลองมองย้อนกลับมาที่บ้านเราบ้าง ถ้าเยาวชนไทยเป็นแบบนี้ เราจะแก้ปัญหากันอย่างไร?

.

โดย คอลัมน์นิจ

.

อ้างอิง:

 –https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/en/news/20200629_16/

https://www.bbc.com/future/article/20200114-why-japan-is-so-successful-at-returning-lost-property

https://thepaypers.com/online-fraud-prevention/japan/4

https://www.japantimes.co.jp/news/2020/01/23/national/crime-legal/bitcoin-thieves-arrested-tokyo-police-78-million/

Leave a Reply

%d bloggers like this: