Advertisements

ชวนอ่าน บทสัมภาษณ์พิเศษจากครูเฟย ผู้มีหัวใจนักสู้กับเส้นทางชีวิตเเสนลำบากบนดอยดอย จ.น่าน

33 อ่านแล้ว

ชวนอ่าน บทสัมภาษณ์พิเศษจากครูเฟย ผู้มีหัวใจนักสู้กับเส้นทางชีวิตเเสนลำบากบนดอยดอย จ.น่าน

“เเม่ผมถูกหลอกไปค้าประเวณี จนต้องกินยาฆ่าตัวตาย ส่วนพ่อก็ติดฝิ่นจนถูกจับเข้าคุก”

ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยายของครูเฟย สันติ บุญทวีกุล ชายชาวอิ้วเมี่ยนที่เส้นทางชีวิตโรยด้วยขวากหนามเสมอมา ครูเฟยเป็นเด็กชายไร้สัญชาติ เติบโตขึ้นในหมู่บ้านขุนน้ำพริก ยอดดอยเล็กๆในจังหวัดน่าน ชุมชุนของกลุ่มชาติพันธุ์อิ้วเมี่ยน หรือ เย้า

ณ ที่เเห่งนี้ ทั้งการศึกษาเเละโอกาสยังเข้าไม่ถึงเท่าควรจะเป็น ชาวบ้านยังปลูกเเละค้าฝิ่นอยู่ขณะนั้น พ่อของครูเฟยหนึ่งในชาวบ้านที่เสพติดฝิ่นจนต้องโทษจำคุกอยู่หลายปี เเม่ของเขาจึงต้องหาเลี้ยงเพียงลำพัง เเต่เเล้วด้วยความรู้ไม่เท่าทันจึงถูกลวงไปค้าประเวณีในเมืองใหญ่ จนสุดท้ายเธอทนไม่ไหวจึงต้องฆ่าตัวตาย ทิ้งครูเฟยเเละพี่สาวให้อยู่กับย่าเพียงลำพัง

เเม้เรื่องราวที่เกิดขึ้นสุดเเสนจะเจ็บปวด เเต่ครูเฟยกลับมองมันเป็นเเรงผลักดันที่จะทำให้เขาต้องก้าวหลุดกรอบความเหลื่อมล้ำทางโอกาสนี้ให้จนได้ เด็กชายเห็นความสำคัญของการศึกษาว่าเป็นโอกาสเดียวที่จะพาเขาให้ไปได้ไกลจากที่นี่ เเต่จะมีความหมายใด หากเขายังเป็นคนไร้ตัวตนเช่นนี้

ทั้งทุนการศึกษา การรักษาพยาบาล สวัสดิการรัฐ เขาผู้นี้ไม่เคยได้รับอย่างที่ควรจะเป็นเลย ครั้งหนึ่งเขาต้องนั่งรถเดินทางข้ามจังหวัด เเละถูกตรวจบัตรประชาชน ความกระวนกระวายที่เกิดขึ้นคับอกจนเขาแทบจะบ้าคลั่ง ยังดีที่เขาไม่ถูกจับเพราะเจ้าหน้าที่เห็นว่าสามรถอ่านเเละเขียนภาษาไทยได้ เเต่ความอับอายที่ถูกคนบนรถทั้งคันมองเป็นตัวประหลาดเป็นตัวถ่วงยังทำให้เขาจดจำได้ดี

เขาจึงตั้งใจอย่างเต็มที่ในการเดินหน้าขอสัญชาติให้กับตนเอง เด็กชายชั้น ป.3 เเละคุณย่าต้องตื่นนอนตี 5 เดินเท้าเปล่าจากหมู่บ้านขุนน้ำพริกไปที่ว่าการอำเภอด้วยระยะทางกว่า 7 กิโลเมตร

ทั้งสองต้องทำเช่นนี้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้งขึ้นอยู่กับการร้องขอข้อมูลเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่รัฐ การต่อสู้ของสองยายหลานกินเวลาอยู่ร่วม 7 ปี จนในที่สุดเขาก็ได้เป็นคนไทยเต็มตัว

สิ่งนี้เปิดประตูโอกาสครูเฟยให้กว้างขึ้น เขาตัดสินใจเข้าเรียนชั้นมัธยมตอนปลายที่โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์จังหวัดน่าน ณ ที่เเห่งนี้เขาได้พัฒนาความเป็นผู้นำที่มีอยู่ในตัวและหลงใหลชีวิตเกษตรกรรม

เเม้เขาจะยังมีอคติกับการทำเกษตรอยู่ เพราะคิดว่าอาชีพที่ผูกขาดให้กับชาวเขาอาชีพนี้มันไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาดีขึ้นจริงๆเลย อีกทั้งยังคิดว่าเป็นเพราะครอบครัวเเละคนในชุมชนทำอาชีพนี้จึงเป็นสาเหตุของการเสียพ่อเเละเเม่ของเขาไป

จนครูเฟยได้มีโอกาสไปกรุงเทพครั้งเเรกในชีวิตเเละได้พบกับ ศ.ดร.รพี สาธิต จึงลบล้างอคติต่อการเกษตรจนหมดสิ้น เเละตั้งใจว่าจะนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาเกษตรชุมชนให้ดีขึ้นจากเดิม

เด็กหนุ่มมุ่งมั่นในเส้นทางชีวิตของตัวเองจนสามรถคว้าทุนการศึกษาจากมูลนิธิดำรงชัยธรรมเข้าเรียนคณะเกษตรศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในรั้วมหาวิทยาลัยเขาฉายเเววโดดเด่นด้านความเป็นผู้นำเรื่อยมา ได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำนักศึกษา ผู้นำชมรมอิ่วเมี่ยนเเห่งประเทศไทย NGO เเละอื่นๆ

เขาคิดอยู่เสมอว่าน้อยคนนักที่คนเช่นพวกเขาจะได้รับโอกาสให้ได้เรียนสูง ๆ เขาจึงรีบคว้าทุกอย่างที่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์เเก่เขาเเละชุมชนในอนาคต

อดีตเด็กชายไร้สัญชาติจากหมู่บ้านเล็กๆ มาไกลจนจบปริญญาโท สังคมศาสตร์ มหาวิทลัยธรรมศาสตร์ เเละทำหน้าที่ครูให้กับเด็กที่โรงเรียนสาธิตธรรมศาสตร์ ครูเฟยต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างหนักให้ผู้ปกครองเเละเด็กชนชั้นกลางเห็นว่า ชายอิ้วเมี่ยนคนนี้สามารถให้ความรู้เเละสั่งสอนนักเรียนให้ดีได้ไม่เเพ้ครูท่านอื่น ๆ

ในตอนเเรกครูเฟยยอมรับว่ารู้สึกอายที่ตนเป็นชาวเขา เเต่เเล้วเขาก็ตระหนักได้ว่า หากเขายังไม่ยอมรับและภูมิในตัวเองเเล้วจะให้คนอื่นเปิดใจยอมรับในตัวตนเขาได้อย่างไร
ครูเฟยจึงเริ่มเเสดงจุดยืนของตัวเองด้วยการเเต่งกายชุดประจำเผ่าทุกวันศุกร์ เเละคนรอบข้างก็ให้การตอบรับที่ดีกับเขา

เเละครูหนุ่มยังริเริ่มโครงการดี ๆ ให้เด็กนักเรียนเเละผู้ปกครองได้ไปออกค่ายต่างจังหวัด ร่วมทำกิจกรรมอาสาให้กับเด็กชายขอบในภาคเหนือ เเละอีกหลายโครงการจนครูเฟยเป็นที่รักของนักเรียนเเละผู้ปกครอง

ขณะเดียวกัน ครูเฟยก็หวังพัฒนาชุมชนของเขาไปด้วยกันกับเผยเเพร่วัฒนธรรมให้คนเมืองได้รู้ เขากลายเป็นเเกนนำหลักของชุมชนพัฒนาวิถีชีวิตสร้างความสุขให้กลับคืนมาอีกครั้ง โดยเฉพาะเรื่องการทำเกษตรกรรม

เกิดจัดตั้งโครงการ เมล็ดพันธ์ุพื้นเมือง เพื่อเเจกจ่ายเมล็ดพืชท้องถิ่นหายากให้เเก่คนสนใจทั่วประเทศ ภายใต้เเนวคิดที่ว่า ของขวัญจากธรรมชาติควรเป็นของทุกคน ไม่ใช่สิทธิครอบครองของนายทุนหรือใครครใดคนหนึ่ง ชาวได้มีรายได้เพิ่มขึ้น ผู้คนมองเห็นวัฒนธรรมเเละตัวตนของพวกเขา ชาวอิ้วเมี่ยนมากขึ้น

เเต่เเล้วคุณย่าของครูเฟย ผู้ปกครองเเละเบื้องหลังความสำเร็จเพียงคนเดียวของเขาล้มป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล อาการของท่านเริ่มเเย่ลงจนท่านร้องขอให้ได้กลับไปใช้ช่วงชีวิตสุดท้ายที่บ้านเกิด หมู่บ้านขุนน้ำพริก

ชาวอิ้วเมี่ยนมีกฏร่วมกันว่าต้องเสียชีวิตในหมู่บ้านของตนเองเท่านั้น หากเสียชีวิตต่างถิ่น เเม้จะเป็นพื้นที่ใกล้หมู่บ้านเเค่ 1 ก้าวก็จะไม่รับศพเข้าไปทำพิธีให้ในหมู่บ้าน คุณยายที่อาการทรุดหนักเดินทางด้วยรถพยาบาลผ่านถนนลูกรังดินเเดงอย่างทุลักทุเล

ร่างของท่านเเทบจะร่วงจากเตียงอยู่ทุกขณะ ทุกวินาทีคือวินาทีชีวิต ครูเฟยร้องไห้กุมมือยายอย่างกลั้นใจ กลัวว่าท่านจะเสียชีวิตระหว่างทางเเละเข้าไปประกอบพิธีตามความเชื่อของชาวอิ้วเมี่ยนไม่ได้

ระยะ 7 กม.ในตอนนั้นดูช่างไกลเเละทรมานเหลือเกิน ในตอนนั้นเองเขาสัญญากับตัวเองว่าจะต้องทำถนนเส้นนี้ให้จนได้ เเม้ยายของเขาจะปลอดภัยจนถึงหมู่บ้าน เเต่เส้นทางนี้จะสร้างอันตรายเเละประสบการณ์สุดเลวร้ายเช่นนี้กับใครเมื่อไหร่อีกก็ย่อมได้ เขาไม่ต้องการให้ใครต้องเสียน้ำตาให้คนที่รักเเบบเขาอีก ไม่ใช่เเค่เรื่องกฏของหมู่บ้านเท่านั้น ในหน้าฝนชาวบ้านก็มักประสบอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เด็กเล็กต้องเดินฝ่าโคลน ฝ่าน้ำไปเรียน

เขาจึงตัดสินใจไม่อย่างรีรอ เริ่มจากเขียนหนังสือ “คุณย่าผมคือครูที่ดีที่สุดในโลก” เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนเเปลงครั้งนี้ส่งไปยังหน่วยงานรัฐเเละทำเนียบรัฐบาล เเละในเดือนธันวาคม 2561 ครูเฟยอาสาไปทำเนียบรัฐบาลด้วยตัวเองเพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้สร้างถนนชุมชนเเละทบทวนการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก

การทำเช่นนี้ทำให้ครูเฟยถูกเจ้าหน้าที่ระดับท้องถิ่นต่อว่าเเละถากถางเพราะถือเป็นการทำงานข้ามหน้าข้ามตาพวกเขา เจ้าหน้าที่รัฐท้องถิ่นท่านหนึ่งพูดว่า

“ทำไมต้องลัดขั้นตอน ไม่ทำตามกระบวนการ”

จะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อชาวบ้านร้องขอถนนเส้นนี้เเละเข้าสู่กระบวนมากว่า 40 ปีเเล้ว หากเขาไม่ทำเช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าชาตินี้จะได้เหยียบพื้นถนนคอนกรีตกับคนอื่นเขาไหม

ความฝันของชาวบ้านใกล้เป็นจริง ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รัฐยอมอนุมัติงบประมาณกว่า 7 ล้านบาทเพื่อก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กให้กับทางเข้าหมู่บ้านขุนน้ำพริก ตำบลนาไร่หลวง อำเภอสองเเคว จังหวัดน่าน

ปัจจุบันนอกจากครูเฟยจะทำหน้าที่สอนให้กับเด็กนักเรียนที่โรงเรียนสาธิตธรรมศาตร์เเล้ว ยังดำรงตำเเหน่งกรรมการเเละเลขานุการที่มูลนิธิพัฒนาอิ้วเมี่ยนไทย ทำเพจ@คนดอยปันสุขให้สังคม เพจน่ารักๆ เผยเเพร่วัฒนธรรมชาติพันธุ์อิ้วเมี่ยน เเละอีกหลายโครงการดีๆในอนาคตที่กำลังจะตามมา

ครูเฟยเผยว่า ความตั้งใจในระยะเเรกต้องการทำให้ทุกคนภูมิใจในชาติพันธุ์ของตนเอง ไม่ใช่เพียงเเค่ชาวอิ้วเมี่ยนเท่านั้น เเละระยะต่อไปตนหวังอย่างยิ่งที่อยากจะให้ทุกคนสลายความเป็นชาตินิยม ให้ทุกคน ทุกเชื้อชาติ ทุกเผ่าพันธุ์รู้สึกมีส่วมร่วม เป็นหนึ่งเดียวกัน

อีกทั้งหวังว่าในอนาคตจะปรับเปลี่ยนกฏเกณฑ์ที่ล้าหลังของชุมชน เช่น การห้ามนำร่างผู้ที่เสียชีวิตข้างนอกเข้าหมู่บ้าน เป็นต้น

สุดท้ายครูเฟยได้ฝากไปถึงน้อง ๆ เยาวชนชาติพันธุ์ทุกคนให้ภูมิใจในความเป็นตัวเอง ใช้ชีวิตอย่างที่ใจต้องการ กล้าที่จะฝัน เเละลงมือทำมันให้สุดความสามารถเท่าที่ทำได้ เเละอย่าให้ใครมากำหนดชีวิตเเทนตัวเราเองได้ จงจำไว้ว่า “ยิ่งวันนี้ชีวิตด้อยค่าเพียงใด ความสำเร็จที่ตามมามันก็จะยิ่งใหญ่เท่านั้น”
.

เขียน: Tar Purinut

Follow ข่าวอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่: http://youngprideclub.com/
Facebook: https://www.facebook.com/YoungPrideClub/
Instagram: https://www.instagram.com/youngprideclub/
Twitter: https://twitter.com/YoungPrideClub

YoungPrideClub #Ethnic #อิ้วเมี่ยน #เย้า #คนชายขอบ #คนไร้สัญชาติ #equality #young #newgen

Advertisements

1 thought on “ชวนอ่าน บทสัมภาษณ์พิเศษจากครูเฟย ผู้มีหัวใจนักสู้กับเส้นทางชีวิตเเสนลำบากบนดอยดอย จ.น่าน

ใส่ความเห็น

%d bloggers like this: